อนิเมะ

anime

anime sugoi

ดูอนิเมะ

ดูการ์ตูน

ดูการ์ตูนออนไลน์

การ์ตูนออนไลน์

การ์ตูนอนิเมะ

boss anime

เว็บตูน

อ่านการ์ตูน nice
อนิเมะใหม่
การ์ตูนอนิเมชั่น
อนิเมะพากย์ไทย
มังงะ box
อนิเมะ พากย์ไทย
อนิเมะวาย
อนิเมะ sugoi
อนิเมะ 18+
anime h
การ์ตูน อนิเมะ

fullmetal alchemist แขนกลคนแปรธาตุ

Admin Mar 17 2021

ในเรื่องเทียบวิชาการเล่นแร่แปรธาตุเท่ากับวิชาวิทยาศาสตร์ในความเป็นจริง ดังนั้น...การที่สองพี่น้องมีความรู้ในการเล่นแร่แปรธาตุ ก็เท่ากับว่าสองคนนั้นมีความรู้อย่างกว้างขวางในสิ่งต่างๆ มากมาย ทุกอย่างเท่าที่ความหิวกระหายในข้อมูลความรู้ของมนุษย์จะเอื้อมคว้าไปถึง ทุกคำตอบของความลับในธรรมชาติ เมื่อพวกเขารู้ พวกเขาจึงอยากเอาชนะ พวกเขาเกิดกิเลส เกิดความปรารถนา เกิดบาป รัก โลภ โกรธ หยิ่งทะนง เช่นเดียวกันกับมนุษย์อีกหลายล้านคนบนโลก เมื่อพวกเขาฉลาด พวกเขาจึงมีความปรารถนาที่จะเรียกร้องสิ่งต่างๆ ให้กับตัวเอง การมีบาปเหล่านั้นทำให้มนุษย์กลายเป็นมนุษย์ เพราะมีบาปเหล่านั้นคอยผลักดัน คนเราจึงก้าวเดินไปข้างหน้า ได้เรียนรู้ ได้พัฒนา ทั้งหมดเป็นดาบสองคม

สิ่งที่เอ็ดกับอัลยังไม่รู้ คือพวกเขาพยายามเอาชนะธรรมชาติ ทั้งที่ตัวเองก็กำลังวิ่งเต้นไปตาม “ความอยากเอาชนะ” ซึ่งเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์เช่นกัน

...พวกเขาพยายามชุบชีวิตให้แม่...

เรื่องพลิกผันอย่างร้ายแรงมากจากจุดนี้ ตามกฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม “เมื่อเราอยากได้สิ่งใด ก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน” จะมีสิ่งใด มีค่าเท่ากับชีวิตมนุษย์คนหนึ่ง?

ร่างกายประกอบขึ้นจากธาตุ ถ้าใช้เงื่อนไขการแปรธาตุในการ์ตูน เราสามารถใช้คาร์บอน แอมโมเนีย น้ำ หรือสารประกอบต่างๆ มาสร้างเป็นร่างกายมนุษย์ได้หนึ่งคน ในการ์ตูนไม่มีข้อจำกัดเรื่องพลังงานหรือกระบวนการ เราสามารถเปลี่ยน “เจตนา” ของเราเป็นพลังงานได้มากมายมหาศาลสำหรับการสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สิ่งที่ยังคงสร้างไม่ได้คือ “วิญญาณ” ของแม่ สิ่งที่ทำให้แม่เป็นแม่ ตัวตนของแม่ ความทรงจำของแม่ ความรู้สึกนึกคิดของแม่ สิ่งเหล่านี้จะสร้างขึ้นมาจากอะไร? ในเมื่อไม่มีวัตถุใดนำมาสร้างวิญญาณมนุษย์ได้ นอกจากการที่คนหนึ่งคนจะถือกำเนิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ผ่านระยะเวลาอันยาวนานเพื่อเติบโต หล่อหลอมจนเกิดเป็น “ตัวตน” ของคนๆ นั้น และเมื่อถึงเวลาตายก็ไม่เคยมีใครรู้ว่า “ตัวตน” หรือ “วิญญาณ” หายไปไหน ทำไมถึงทิ้งไว้แต่ซากศพอันว่างเปล่า รอวันเน่าสลายกลับคืนสู่ดิน

ในเรื่องไม่ได้ตอบคำถามว่าตายแล้ววิญญาณจะไปไหน มันเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวอะไรกับโลกใบนี้ มันเป็นเรื่องของคนที่ตายแล้ว ไม่ใช่เรื่องของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เราจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกหลังความตาย

แต่เราจะรู้เรื่องของโลกที่เรายังมีชีวิต และเรื่องที่เราอยากดึงคนที่ตายไปแล้วให้กลับมา

เอ็ดเวิร์ด และอัลฟองเซ่ รู้ในตอนทำพิธีชุบชีวิตแม่ว่า พวกเขาสร้างวิญญาณแม่ไม่ได้ และจะไม่มีวันเรียกคืนมาได้ด้วย นั่นคือสัจธรรมจริงแท้ที่สุด เรียบง่ายที่สุด และเจ็บปวดที่สุด

เรื่องพลิกผันอีกจุดหนึ่ง คือการที่เอ็ดกับอัลได้พบกับประตูแห่งสัจจะ (หรือบางคนก็เรียกว่า “แก่นแท้”) ประตูแห่งสัจจะ คือประตูที่รวมข้อมูลความรู้ทั้งหมดในสากลโลกเอาไว้ คนเฝ้าประตูเป็นตัวอะไรสักอย่างที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มีแขนขาสีขาวจางๆ ไม่มีหน้าตา แต่มีปากเอาไว้สื่อสาร “คนเฝ้าประตู” บอกว่าตัวมันคือ “สัจจะ” หรือ “แก่นแท้” นั่นเอง มันมักจะยิ้มเหยียดอยู่เสมอ และคอยบอกคนที่มาถึงหน้าประตูว่า ถ้าอยากได้ความรู้ข้างในนั้นก็ต้องจ่ายสิ่งแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันเป็นค่าผ่านทาง

วิธีไปถึงหน้าประตูแห่งสัจจะมีเพียงทางเดียว คือการทำพิธีชุบชีวิตมนุษย์ คล้ายกับเป็นการเปรียบเปรยว่า ถ้าหากไม่หวนกลับมาคิดเรื่องชีวิตและความตายให้ลึกซึ้ง มนุษย์จะไม่มีวันได้เห็นสัจธรรม

เราจะสังเกตได้ในภายหลังว่า ถึงแม้ตัว “สัจจะ” ของแต่ละคนจะคล้ายๆ กัน คือมีแขนขาสีขาว ไม่มีหน้าตา แต่มันจะแอบมีลักษณะที่ต่างกันออกไป เช่น ตัวสัจจะของอาจารย์อิซุมิ หรือตัวสัจจะของรอย มัสแตง จะมีรูปร่าง “สูง” กว่าตัวสัจจะของเอ็ดเวิร์ดอย่างเห็นได้ชัด (ฮ่าๆๆๆ) ประเด็นนี้ตีความได้หลายชั้นมาก สำหรับฉัน ตัวสัจจะนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนค่าได้หลายอย่าง แต่มีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ที่คำสอนของอาจารย์อิซุมิ

“หนึ่งคือทุกสิ่ง, ทุกสิ่งคือหนึ่ง” เอ็ดเวิร์ด กับอัลฟองเซ่ได้ให้คำตอบภายหลังว่า “หนึ่ง” หมายถึง “ตัวเรา” ส่วน “ทุกสิ่ง” หมายถึง “โลก” หรือ “จักรวาล”

คำว่าโลกหรือจักรวาลในเรื่องนี้ ไม่ได้หมายความแค่สสารทั้งหมดเท่าที่มีในจักรวาลเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “กฎธรรมชาติ” อีกด้วย ทั้งการหมุนเวียนพลังงาน จากการกระทำหนึ่งสู่อีกการกระทำหนึ่ง จากเหตุสู่ผล จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากปัจจุบันสู่อนาคต กาลเวลารวมตัวกันเป็นกระแสธารประวัติศาสตร์ กลายเป็นวัฏจักรอันยิ่งใหญ่

บางครั้งตัวละครในเรื่องก็บอกเราว่า “พระเจ้า” ในความหมายของนักเล่นแร่แปรธาตุคือโลกหรือจักรวาล คำว่า “พระเจ้า” ถือเป็นสัญลักษณ์ของสัจธรรมสูงสุด ของกฎธรรมชาติ ของความรู้ทั้งมวล หรือแก่นแท้ของทุกสิ่งนั่นเอง เจ้าตัวสัจจะหรือตัวแก่นแท้ที่ไม่มีหน้าตา จึงหมายถึง “ตัวตน” ของ “พระเจ้า” หรือ “กฎจักรวาล” ที่ถูกอุปโลกขึ้นมาจากความคิดมนุษย์

ในโลกภายนอก...ตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล แต่ในโลกภายใน...จักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา ทั้งหมดนี้คือความหมายของ “หนึ่งคือทุกสิ่ง, ทุกสิ่งคือหนึ่ง”

ตัวสัจจะคือตัวตนสมมติของมนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบ มนุษย์ผู้มีความรู้ทั้งหมดในจักรวาล มันถูกสร้างขึ้นจากความปรารถนาของเหล่ามนุษย์ที่อยากเป็นพระเจ้า ดังนั้นมันจึงมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ แต่ไม่มีหน้า ไม่มีตัวตนที่แน่นอน นักเล่นแร่แปรธาตุที่พยายามชุบชีวิตคนตายก็ดูเหมาะสมกับตัวตนที่จองหองอวดดีแบบนั้นอยู่แล้ว รอยยิ้มเยาะของตัวสัจจะอาจหมายถึงความจองหองอวดดีในจิตใต้สำนึกของพวกเขาเอง ความจองหองอวดดีที่มากเกินไปย่อมนำมาซึ่งความสิ้นหวังเสมอ ท้ายที่สุด...เมื่อพวกเขาค้นพบว่าไม่มีทางเอาชนะสัจจะได้ ก็คงรู้สึกราวกับมีคนมาหัวเราะสมน้ำหน้าใส่เสียงดังเลยทีเดียว (เป็นสาเหตุที่ไอ้ตัวนี้มักจะหัวเราะเยาะใส่ตัวละครในเรื่องเสมอๆ)

ด้วยเหตุนี้ เอ็ดกับอัลที่พยายามชุบชีวิตแม่ จึงถูกส่งมาที่หน้าบานประตูแห่งสัจจะทันที ค่าผ่านทางเข้าไปสู่ความรู้เหล่านั้น คือส่วนหนึ่งในร่างกายของนักแปรธาตุผู้เปิดประตู เอ็ดเสียขาไปหนึ่งข้าง และยังไม่พบว่ามีความรู้ไหนสามารถคืนชีพให้คนตายได้ เมื่อเอ็ดเวิร์ดกลับมาจากโลกแห่งสัจจะ เขาพบว่าอัลฟองเซ่น้องชายของเขา ถูกประตูแห่งสัจจะนั้นกลืนเข้าไปทั้งตัว

ร่างกายที่กลายเป็นค่าผ่านทาง จะไปเสริมรูปร่างของ “ตัวสัจจะ” นั้นทีละส่วน ในคราวของเอ็ดเวิร์ด หลังจากเขาเสียขาซ้ายไป ขาซ้ายของตัวสัจจะก็กลายเป็นขาของเอ็ดแทน และในคราวของอัล เขาเห็น “ร่างกายของตัวเองทั้งหมด” ส่งยิ้มมาให้

ถ้าหากปรารถนาในความรู้มากขนาดนั้น บางทีคนเราอาจต้องสละชีวิตในฐานะมนุษย์ทิ้งไปทั้งหมดเพื่อให้ได้รู้เลยก็ได้ และเมื่อสละทั้งหมดไปแล้ว เราจะถูกขังอยู่ในวังวนของความรู้สึกนึกคิดมากมาย เราจะสูญเสียตัวตนของเราในโลกความจริง เพราะเราออกมาจากโลกความคิดไม่ได้ จักรวาลที่เราเห็น...จริงๆ แล้วมีอยู่สองตัวตน คือตัวตนที่มีอยู่จริงรอบตัวเรา ส่วนอีกตัวตนหนึ่งคือตัวตนที่อยู่ในความคิดของเรา ซึ่งเราจำลองมันมาจากของจริงโดยการให้ “คำนิยาม” มันจนเกิด “ความรู้” ต่างๆ ขึ้นมา จักรวาลที่แท้จริงนั้นเป็นแค่ “ระบบ” ขนาดใหญ่ และไม่ได้หัวเราะเยาะใส่นักเล่นแร่แปรธาตุคนไหน สิ่งที่มันทำทั้งหมดก็แค่เป็นไปตามครรลองของมัน ความหยิ่งยโสร้ายกาจของตัวสัจจะ จึงเป็นเพียงการสร้างภาพจากความรู้สึกภายในของนักเล่นแร่แปรธาตุเอง

เมื่อมนุษย์ใส่อารมณ์ความรู้สึกเข้าไปในทุกสิ่ง แม้แต่ธรรมชาติก็กลายเป็นคู่แข่งที่ต้องเอาชนะ แม้แต่จักรวาลที่หมุนเวียนไปอย่างสงบก็กลายเป็นพระเจ้าผู้หยิ่งยโส อารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์คือบาปทั้งเจ็ด หลง โลภ โกรธ อิจฉา เกียจคร้าน ตะกละ ทะนงตน แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า ถ้าไม่มีอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น คนเราก็จะไม่มีวันพัฒนา ถ้าหากเราไม่สร้างความรู้ และไม่นิยามสิ่งต่างๆ ในจักรวาล เราก็คงไม่ได้เป็นมนุษย์เช่นทุกวันนี้

...แต่บางครั้งมันก็มากเกินไป...

แทบจะตลอดเวลาที่พวกเราไม่เคยรู้ตัว ว่าความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ของเราเป็นเพียง “ธรรมชาติของมนุษย์” เรามัวแต่ไปเสาะแสวงหาวิธีการเอาชนะพระเจ้าจากสิ่งอื่น แต่ไม่เคยย้อนกลับมามองตัวเอง

...มนุษย์ช่างโง่เขลา ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ไม่เคยเรียนรู้...

การเอาชนะกฎจักรวาล คือการเอาชนะตัวเอง ตัวเองคือหนึ่ง หนึ่งคือทุกสิ่ง ทุกสิ่งคือจักรวาล การเปลี่ยนแค่ตัวเอง มีค่าเท่ากับเปลี่ยนจักรวาลทั้งหมด เพราะจักรวาลที่เราสัมผัสคือสิ่งที่มีตัวตนอยู่ภายในจิตใจของเรา เมื่อเอาชนะตัวเองได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปเปลี่ยนกฎจักรวาลข้อไหนอีกเลย

ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเข้าใจยาก กว่าจะรู้ถึงความจริงข้อนี้ พวกเขาต้องผ่านด่านความเจ็บปวดมากมาย ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ปล่อยวาง คนบางคนต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่มีวันเข้าใกล้สัจจะ คนบางคนก็เอาแต่เสาะแสวงหามันไปทั่ว เอ็ดเวิร์ดและอัลฟองเซ่ก็เป็นหนึ่งในนั้น การเดินทางอันยาวไกลของพวกเขา เริ่มต้นจากการค้นหาสิ่งนี้

ความหวาดกลัวของเอ็ดเวิร์ด ฉายชัดออกมาเมื่อรู้ว่าตัวเองสูญเสียครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ไปแล้ว ตามปกติเอ็ดเป็นเด็กที่มักจะทำตัวเข้มแข็ง แม้แต่ในวันที่แม่ตาย เขาก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าต้อง “แก้ไข” ความตายนั้นให้ได้ แต่การพยายามทำตัวเข้มแข็งในวันที่รู้สึกอ่อนแอ มันก็เป็นแค่รูปแบบของการแสดงออกว่าไม่ยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง สาเหตุที่เขาไม่ยอมรับความรู้สึกอ่อนแอในตัวเอง อาจเป็นเพราะเขาเป็นลูกคนโต การมีอัลฟองเซ่อยู่ทำให้เอ็ดเวิร์ดรู้สึกว่าต้องทำตัวให้สมกับเป็นพี่ชาย จะว่าเป็นคนรักศักดิ์ศรีมากก็ไม่ผิดนัก ดังนั้น เมื่อพบว่าตัวเองตัดสินใจพลาด จนสูญเสียน้องชายที่เป็นเหตุผลหนึ่งเดียวของความเข้มแข็งไป เอ็ดจึงทำทุกอย่างเพื่อดึงอัลกลับออกมาจากประตูสัจจะ

…จะแขน ขา หรือหัวใจ ถ้าอยากได้ก็เอาไปเลย แต่คืนน้องชายของฉันมาซะ...

บอกตามตรงว่าประโยคนี้ทำให้น้ำตาไหลพราก

จากความพยายามนั้น เอ็ดเวิร์ดดึงอัลฟองเซ่กลับมาได้แค่ “วิญญาณ” ค่าผ่านทางสำหรับการเปิดประตูอีกครั้งคือแขนขวา เขาผนึกวิญญาณน้องชายลงไปในหุ่นเกราะเหล็ก (ของสะสมที่พ่อทิ้งไว้) เขียนวงแหวนเวทย์ด้วยเลือดของตัวเอง หลังจากนั้น...อัลฟองเซ่ก็ตื่นขึ้นมาด้วยร่างกายที่ขยับเคลื่อนไหวได้เหมือนหุ่นกล แต่ไม่สามารถรับความรู้สึกใดๆ ได้อีก ทั้งความร้อน ความเย็น ความหิว ความเจ็บปวด ไม่เหลืออะไรแม้แต่สัมผัสของสายฝนหรือน้ำตา เป็นแค่ร่างที่แบกความทรงจำของใครคนหนึ่งไว้ในเปลือกอันกลวงเปล่า

แต่เปลือกนั้น ก็เป็นเปลือกที่พี่ชายแทบจะแลกมาด้วยชีวิต อัลฟองเซ่ไม่เคยโกรธที่การตัดสินใจของพี่ทำให้ตัวเองต้องเจอกับเรื่องเลวร้าย เขาหวาดกลัวเพียงแค่วิญญาณของเขาอาจจะไม่ใช่ของจริงเท่านั้น

สองพี่น้องถูกช่วยไว้โดยบ้านร็อกเบล เอ็ดเวิร์ดรักษาตัวจนแผลหายดี และเริ่มใส่ออโต้เมลของวินรี่ เธอเป็นช่างฝีมือผลิตแขนขาเทียม ซึ่งเมื่อสวมใส่แล้วจะสามารถเชื่อมต่อกับเส้นประสาท และขยับได้ดังใจเหมือนเป็นแขนขาจริงๆ เป็นที่มาของชื่อเรื่องภาษาไทยว่าแขนกลคนแปรธาตุ